การสอบใบขับขี่ภาคปฏิบัติในประเทศออสเตรเลียครั้งแรกของเราผ่านมาได้เกือบสักอาทิตย์ ถึงแม้ว่าจะอกหักจากการสอบในครั้งนั้น แต่ก็ทำให้เราได้รู้ว่าเรามีจุดบอดตรงไหน นอกจากวงเวียน 2 เลนเจ้าปัญหาที่รีวิวไว้ครั้งที่แล้ว ก็ยังหวั่นๆในเรื่องของการจอดเทียบข้างอยู่เหมือนเดิม ตรงนี้เราก็พยายามฝึกแล้วฝึกอีก แต่ไม่ได้ขับออกถนนใหญ่ไปไหนนะคะ เนื่องด้วยใบขับขี่ International Driving License ของเรามัน invalid ไปแล้ว เราก็ลองขับเทียบจอดในมหาลัยนั่นแหละค่ะ
หลังจากที่เจ้าหน้าที่อาวุโสในการสอบครั้งที่ 1 หาวันภาคปฏิบัติมาให้เราได้อย่างรวดเร็วทันใจ เนื่องด้วยเขาก็เข้าใจสถานการณ์ของเราดี อันนี้ต้องขอบคุณเขาจริงๆ วันที่เราได้มาก็คือวันที่ 14 ธันวาคม วันนี้นี่แหละที่จะเป็นการสอบภาคปฏิบัติของเราครั้งที่ 2
เมื่อไปถึง TMR ก็ไปกดบัตรคิวขั้นตอนตามเดิม แต่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายหลังจากสอบขับเสร็จแล้วผลจะออกมาเป็นรูปแบบเดิมหรือเปล่าอันนี้ก็ต้องไปลุ้นกันอีกที หลังจากเจ้าหน้าที่มาประกาศ คนที่เตรียมตัวสอบใบขับขี่ก็ออกไปยืนรอด้านหน้าของ TMR เช่นเคย ครั้งนี้เราได้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงท่าทางใจดี มาแนะนำตัวกับเราว่าเขาจะเป็นผู้คุมสอบในครั้งนี้ จากนั้นก็เดินไปที่รถที่เราจะใช้สอบปฏิบัติในครั้งนี้กัน แน่นอนว่าก็ยังเป็นรถคันเดิม Audi A3 Hatchback รถคันแรกของเราในประเทศออสเตรเลีย
หลังจากผ่านประสบการณ์การสอบใบขับขี่ที่ประเทศออสเตรเลียครั้งแรกมา ขึ้นรถปุ๊บก็มีการเช็คไฟเลี้ยว ไฟเบรค ที่ปัดน้ำฝน ฯลฯ เพื่อดูความพร้อมของสภาพรถ แต่การสอบครั้งนี้มีสิ่งที่แตกต่างออกไปนิดหน่อยคือ ครั้งนี้เราก็แสดงให้เจ้าหน้าที่ดูได้อย่างถูกต้องว่า Harzard light อยู่ตรงไหน และเนื่องจาก International Driving License ของเรามัน invalid ไปแล้ว แต่ของเรามันเหมือนกรณีพิเศษนิดๆ คือตัวใบขับขี่เก่า Invalid เนื่องจากสอบตก แต่ไม่ได้หมดอายุ ถ้าครั้งนี้สอบผ่านเราก็ได้ Open licence เลย ไม่ต้องเป็น P Plater ค่ะ

เมื่อถึงเวลาสอบล้อรถก็เคลื่อน ขับไปยังถนนเส้นเดิมเพื่อเข้าสู่ถนนใหญ่เส้นเดิม จากนั้นก็พาเราเข้าไปในถนนตรอกเล็กๆเพื่อที่จะทำ 3-point turn ง่ายๆสบายมาก จากนั้นก็ขับไปเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ก็ชวนคุยเพื่อผ่อนคลายความเครียด ยังจำหัวข้อสนทนาได้อยู่เลยว่าด้วยความที่มันใกล้ช่วงเวลา Christmas เขาชวนเราคุยเรื่องที่ทำงานมี Secret Santa แต่เขาไม่อยากเล่น ระหว่างที่ชวนคุยไปด้วยขับรถไปด้วยเรารู้สึกว่าถนนเส้นที่เขาพามาเราไม่ค่อยคุ้นเคย เหมือนอยู่อีกฝั่งนึงของเมือง ตรงนี้แหละที่ต้องระวังว่าถ้าหากคุณไม่เคยขับแถวนี้มาก่อน คุณต้องคอยสังเกตป้ายต่างๆ โดยเฉพาะป้ายจำกัดความเร็ว ลูกศรบนพื้นเพื่อบอกว่าเราควรจะอยู่เลนส์ไหนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
รถเคลื่อนตัวผ่านมาได้เรื่อยๆ เราก็เริ่มคุ้นเคยกับถนนเส้นนี้เพราะมันเป็นถนนเส้นหลักเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง ที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ประจำตัวเมืองอยู่ ตรงนี้เป็นโซนที่เรามาบ่อย แต่ก็เกือบพลาด! เพราะถึงเราจะมาบ่อย เราหมายถึงเรานั่งรถบัสมาบ่อย แน่นอนว่ามันต่างจากการขับรถ ด้วยความที่ว่าพอเลี้ยวซ้ายเข้ามาถนนเส้นนี้ ถนนจะถูกแยกเป็น 2 เลน เลนขวาเตรียมเลี้ยวขวาเข้าอีกถนน ส่วนเลนซ้ายจะเป็นเลนตรง ผู้คุมสอบก็บอกให้เราขับตรงไปผ่านห้าง แน่นอนว่าเราต้องอยู่เลนซ้ายเพื่อตรงไป แต่หากไม่สังเกตหรือมาบ่อยๆจะไม่ทันเห็นเลยว่าหากเราแช่ซ้ายอย่างเดียว เลนซ้ายมันจะบังคับให้เราเลี้ยวซ้ายขับขึ้นที่จอดห้าง เราจะต้องเบี่ยงเข้าขวาเพื่อตรงไป หากเราจะเปลี่ยนใจกะทันหันก็ไม่ทันเพราะมันเป็นเส้นทึบ นอกจากนี้แล้วตายังต้องคอยมองป้าย Speed ด้วย เรานั่งรถเมล์บ่อย เราจะไม่ค่อยสนเรื่องความเร็ว เพราะเป็นหน้าที่คนขับรถเมล์ แต่เข้ามาในเมืองตอนนี้ความเร็วตามกำหนดอยู่ที่ 40 เท่านั้นจ้ะ


แต่โชคยังช่วยเพราะเราเบี่ยงทัน แต่มันไม่ดีหรอกนะคะ เจ้าหน้าที่ยังพูดออกมาว่า Oops! Almost…
เมื่อผ่านบริเวณ Shopping Centre ของเมืองแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ให้เราเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าสู่บริเวณสวนสาธารณะ ซึ่งมันจะเป็นตรอกซอยเล็กๆ ตรงนี้ต้องคอยเช็คแล้วก็ดูว่ามีรถขับผ่านมาไหม อย่าลืมนะคะว่า หากเห็นป้าย Stop เราจะต้องหยุด เกวัดความเร็วจะต้องอยู่ที่ 0 จากนั้นจะต้องมองซ้ายหรือขวา นับ 1 2 3 แล้วก็เช็คอีกฝั่ง แล้วก็นับ 1 2 3 เช่นเดิม เพื่อเป็นการแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าเรา ‘หยุด’ ตามที่ป้ายบอกจริงๆเพื่อความปลอดภัย

จากนั้นความกลัวที่เราซ่อนอยู่ในจิตใจก็มาถึง…
เจ้าหน้าที่บอกว่าขับตรงไปอีกหน่อย จนถึงกระบะสีขาวด้านหน้า ให้เราทำการ Reverse pararel parking ได้เลย ไอ้เราก็จัดให้…รถของเราก็ไปจอดเทียบข้างกระบะสีขาว จากนั้นพอถึงจุดๆนึงก็หักพวงมาลัย แล้วก็ค่อยๆประคองรถเพื่อถอยเข้าไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าตื่นเต้นหรือกังวลในการสอบท่านี้มาตั้งแต่แรก ครั้งแรกที่ทำ รถเราหัวโผล่ไปครึ่งคัน เอาล่ะไม่เป็นไรลองใหม่…เราบอกเจ้าหน้าที่ว่าของเราอีกรอบนึงนะ แกก็ใจดีให้เรารออีกรอบนึง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นสงสัยกะระยะพลาดไป เอาเป็นว่าหัวรถมันโผล่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ขับไปเรื่อยๆตามถนนจากนั้นเลี้ยวซ้าย (ซึ่งตรงนี้เราก็ไม่รู้นะว่าเราสอบตกไปแล้วหรือยัง เพราะเจ้าหน้าที่เขาไม่พูดอะไร)

ขับไปได้เรื่อยๆประมาณ 10 เมตร เปิดไฟเลี้ยวซ้ายตามกฎจราจร เช็คซ้ายเช็คขวาเป็นอย่างดี ก็ขับออกถนนใหญ่ ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ก็พูดขึ้นมาว่า ก่อนขับรถออกมาเห็นไหมว่าป้ายบอกว่าอะไร? เราก็มั่นใจเต็มที่ ตอบไปด้วยเสียงดังฟังชัดว่าเป็นป้าย Give way คำตอบที่ได้ยินตกใจยิ่งกว่า เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่ามันเป็นป้าย Stop สมองตอนนั้นย้อนกรอกลับไปทำงานทันทีว่าเราไม่ได้หยุดรถแบบเข็มชี้ความเร็วลดลงมาที่ 0 ไม่ได้เช็คสายเช็คขวาแบบนับ 1 2 3 เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็น Give way

ตอนนั้นนี่สีหน้าออกเลย คือถ้าจะสอบตกเพราะเรื่องอะไรแค่นี้ยอมรับได้ว่าแอบผิดหวังนิดๆ ถ้าสอบตกถอยหลังเข้าซองหรือจอดเทียบข้างอันนี้มันอีกเรื่อง ทำไมถึงมาสอบตกด้วยเรื่องอะไรง่ายๆแค่นี้…
เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เราขับรถไปเรื่อยๆแล้วก็บอกว่าไม่เป็นไรนะ เราก็รู้แล้วว่าการขับครั้งนี้เป็นการขับกลับไปยัง TMR เพราะเราสอบตกแล้วชัวร์ๆ ยิ่งการไม่ได้หยุดรถตรงป้าย Stop ถือว่าเป็น critical error ถ้าไม่ทำตามที่บอกคือสอบตกเลย ไม่มีแก้ตัว
ระหว่างที่กำลังขับรถเข้าไปใน TMR เหมือนสมองเราคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นเราเห็นคนกำลังจะ เดินข้ามถนนไปยังที่จอดรถ แต่เมื่อเราขับเลื่อนเข้าไปเรื่อยๆแบบช้าๆ เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆเร่งเสียงบอกว่า Stop stop stop จริงๆคือเราเห็นนะ แต่เหมือนเรากะระยะที่เขาเดินและระยะความเร็วของรถเราแล้วซึ่งเราก็ขับชะลอช้าๆประมาณที่ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพราะเป็นการขับเข้าไปในลานจอดรถของ TMR เราเลยไม่ได้ขับเร็ว แต่แล้วก็เข้าใจเจ้าหน้าที่แหละ เขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย
เสมือนเดจาวูภาพกลับมาที่จุดเดิมอีกแล้ว เจ้าหน้าที่กับเราก็ยืนคุยกันอยู่หน้า TMR อธิบายว่าเราสอบตกตรงไหนพร้อมยื่นใบกระดาษสีขาวให้เรา ระหว่างนั้นก็เกิดภาพสโลโมชั่นรอบๆตัว เราเห็นคนที่สอบเสร็จบางคนหน้าเศร้าคอตก บางคนยิ้มดีใจ รวมไปถึงผู้ปกครองของเขาด้วย คนที่สอบผ่านก็จะเดินเข้า TMR เพราะว่าเตรียมตัวถ่ายรูปทำบัตรใบขับขี่ ส่วนคนที่สอบตกแบบเราน่ะหรอ ก็ถือใบกระดาษสีขาวแผ่นนั้นกลับไปนอนกอดให้ช้ำใจเล่นๆ เมื่อหายช้ำใจแล้วก็ต้องฮึดสู้ต่อไปเพื่อพยายามสอบให้ผ่าน จะได้ขับรถไปไหนมาไหนได้เองสักที เนื่องมาจากว่าหากคุณเป็น L Plater คุณจะไม่สามารถขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวได้ คุณจะต้องมีคนที่นั่งไปกับคุณ โดยคนๆนั้นจะต้องมี Open License

เมื่อกลับมาบ้านก็รีบส่งอีเมลหาผู้คุมสอบอาวุโส รบกวนเข้าอีกแล้วเรื่องที่ว่าช่วยหาวันสอบให้ใหม่ได้ไหมก่อนวันที่ 20 ธันวาคมก่อนที่ตัวใบขับขี่ของเรามันจะหมดอายุจริงๆ ซึ่งเนื้อหาใครได้อ่าน ใบขับขี่ไทยสู่ใบขับขี่ออสเตรเลีย (QLD) จะทราบว่าหากสอบตกครั้งแรกจะต้องรอระยะเวลาในการจองสอบครั้งใหม่อีก 7 วัน ถ้าหากสอบตกครั้งที่ 2 คุณจะต้องรอ 28 วันก่อนทำการจองวันสอบปฏิบัติอีกครั้ง ไปด้วยเหตุนี้เองทำให้เราต้องนัดคิวไปทำ Learner driving licence ซึ่งเราจองไว้เป็นวันที่ 19 ธันวาคม ก่อนใบขับขี่อันเก่าจะหมดอายุในวันที่ 20 ธันวาคม
ถึงแม้ว่าเราจะสอบตกครั้งที่ 2 เราก็ได้มีโอกาศมาทำบัตรเหมือนคนที่เขาสอบผ่านคนอื่นๆนะเธอออออ Learner driving licence ก็มีการถ่ายรูปติดบัตรเหมือนคนที่เขาสอบผ่านนะจ๊ะ ต่างกันตรงที่ว่าประเภทของลายเส้นจะมีเขียนบอกไว้เลยว่าอันนี้ของ Learner หรือ P Plater หรือ Open licence ค่ะ – ไหนๆก็ยังไม่ได้ Open licence ก็ทำบัตร Learner เก๋ๆเอาไว้เป็นกำลังใจให้ตัวเอง เอ๊ะ!หรือเพื่อให้ตัวเองบอบช้ำใจกันแน่…

ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าไปคิดมาก ตอนสอบใบขับขี่ที่เมืองไทยตอนนั้นยังสอบตั้ง 3 ครั้งกว่าจะผ่าน ทั้งๆที่เป็นการสอบในสนามเฉยๆ ง่ายกว่าสอบปฏิบัติใบขับขี่ที่ออสเตรเลียเสียด้วยซ้ำ สอบที่นี่ยากกว่าอีก และใครจะไปรู้…เราอาจจะสอบผ่านในครั้งที่ 3 ก็ได้ – Third time’s a charm!

