สัมมนาออนไลน์ : บัณฑิตใหม่ ทำงานต่างประเทศอย่างไร ให้รอดและรวย [1]

สัมมนาออนไลน์ : บัณฑิตใหม่ ทำงานต่างประเทศอย่างไร ให้รอดและรวย

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา myPTEjourney มีโอกาสได้เข้าไปฟังงานสัมมนาออนไลน์ที่จัดโดยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในหัวข้อ “บัณฑิตใหม่ทำงานต่างประเทศอย่างไรให้รอดและรวย ซึ่งถึงแม้เราจะไม่ใช่บัณฑิตใหม่ แต่ยอมรับเลยว่าหัวข้องานสัมมนาเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ  และที่ทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีกคือ คุณจอห์น เผ่าเพ็ง ที่เป็น Registered Migration Agent เจ้าของเพจ J Migration Team จะมาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ด้วย! มีหรือที่เราจะไม่คว้าโอกาสที่จะได้ถามตอบปัญหาเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานไปประเทศออสเตรเลียในครั้งนี้

รู้ได้อย่างไรว่าจะมีงานสัมมนาออนไลน์นี้?
จะว่ามันเป็นดวงก็ได้ คือตอนนั้นกำลังอ่านโพสบนเพจทีมออสเตรเลียอยู่ แล้วอะไรก็ไม่รู้เหมือนดลใจให้ไปที่เพจของคุณจอห์น ก็เจอโปสเตอร์งานสัมมนาที่คุณจอห์นเอามาแปะบนหน้าเพจ โดยงานนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่บุคคลภายนอกก็สามารถเข้าร่วมงานสัมมนานี้ได้ด้วย จึงไม่รีรอที่จะลงทะเบียนออนไลน์เลย เพราะกลัวจะไม่มีที่นั่ง

พอถึงวันพุธที่ 2 กุมภาฯ เราก็รอเจ้าภาพส่งลิ้งก์เข้าอีเมล รอจนเลย 13.30น. ก็ไม่เห็นมีเลยส่งลิงค์อะไรมา เราก็กลัวว่าจะพลาดข้อมูลอะไรสำคัญไป รีบโทรศัพท์ไปที่คณะฯเพื่อที่จะสอบถามว่าลืมส่งลิงค์มาให้เราหรือเปล่า โชคดีที่ ณ ตอนนั้นยังไม่มีใครรับสาย เพราะลองมาอ่านวันเวลาดีๆจึงพบว่างานจะจัดขึ้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.30-16.30น. ผ่ามพาม!

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าตื่นเต้นพลีผลามอะไรมากจนเกินไป อ่านรายละเอียดให้ดี อย่าสะเพร่า แล้วถ้าหากกลัวลืมก็จดลงไปในสมุดออแกไนซ์เซอร์ซะ! หรือไม่ก็บุ๊คไว้ใน Google Calendar ก็ได้ คือไม่รู้ว่าตัวเองงงอะไรตอนนั้น…

พอถึงวันสัมมนาออนไลน์จริงก็ยังไม่วาย…

ทางคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ส่งอีเมลพร้อมลิงก์ในการ Log in มาให้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาฯ แต่เป็นเราเองที่ไม่อ่านรายละเอียดให้ดีๆ ดันเข้าใจว่างานสัมมนาออนไลน์นี้จะจัดผ่านทาง Zoom ตามที่ได้แจ้งไว้ในโปสเตอร์ (ในโปสเตอร์บอกว่า Zoom จริงๆนะ) แต่ในอีเมลกลายเป็นว่าเราจะต้อง Log in ผ่านระบบ WebEX ซึ่งเราไม่มีแอปฯนี้อยู่บนเครื่อง iPad เลยต้องโหลดมาติดตั้งเสียก่อน ดีนะที่มาเตรียมตัวรอเข้างานตั้งแต่ตอน 13.00น. ไม่อย่างนั้นคงเสียเวลาโหลดโปรแกรมนี้แน่นอน

เรื่องนี้สอนให้รู้ (อีกครั้ง) ว่าต้องอ่านรายละเอียดในข้อมูล ‘ล่าสุดให้ดีๆ

เมื่อติดตั้งโปรแกรมเสร็จ Log in เรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าสู่ระบบก็มีการพูดคุยเล่นกันอยู่สักพักเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย มีการแจ้งให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านไม่ให้ทำการบันทึกเสียงหรือบันทึกวิดีโอ มิเช่นนั้นแล้วจะมีการดำเนินการตามกฏหมาย (เราไม่เคยบันทึกเสียงหรือวิดีโอใดๆในงานสัมนาเลย เราต้องเคารพสิทธิ์ของกันและกันนะคะ) จากนั้นก็มีพิธีเปิดโดยคณบดีคณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล และตามด้วยประวัติของวิทยากรในวันนี้

เริ่มเข้าสู่เนื้อหา…

ส่วนตัวก็พึ่งมารู้ ณ วันงานเหมือนกันว่างานสัมมนานี้เกิดจากกระแสของการโยกย้ายส่ายสะโพกไปต่างประเทศ จริงๆแล้วไม่นึกเลยว่ากระแสนี้มันจะร้อนแรงได้ถึงขนาดนี้ และเหตุผลที่ต้องเป็นประเทศออสเตรเลียในวันนี้ เพราะเนื่องมาจากนักศึกษาไปหาข้อมูลแล้วค้นพบว่าออสเตรเลียเนี่ยแหละเหมาะที่สุด ลงตัวที่สุด ในการที่จะโยกย้ายถิ่นฐาน

อาจารย์ ดร.วิภาพรรณ หนึ่งในผู้ดำเนินการเสวนาก็ได้รวบรวมคำถามจากนักศึกษาไว้อยู่ในมือแล้ว เช่นไปเรียนภาษาแต่จริงๆก็อยากไปทำงานจะได้ไหม หรือหากได้ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียเราได้เงินเป็น 100,000 เป็นเรื่องจริงรึเปล่า ฯลฯ คำถามยอดฮิตทั้งนั้น เราจะมาร่วมค้นหาคำตอบด้วยกันในงานสัมมนาวันนี้ค่ะ

ทางคุณจอห์นก็เริ่มอธิบายตั้งแต่กระบวนการพื้นฐานเลย เช่น Educaion agent กับ Migration agent นั้นไม่เหมือนกัน การจะได้เป็น Migration agent ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะต้องมีปริญญาตรีหนึ่งใบอยู่แล้ว ก็จะต้องไปเรียน Migration law เพิ่มอีกด้วย โดยในทุกๆปี คนที่เป็น Migration agent จะต้องเข้ารับการอบรมเรื่องกฎหมายต่างๆ เนื่องจากตัวบทกฏหมายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ Migration agent จึงจำเป็นต้องรู้สิ่งที่เปลี่ยนไปในกฎหมาย

เท่านั้นยังไม่พอค่ะ Migration agent จะต้องมีการต่อ License ทุกปี เพราะฉะนั้นหากอยากรู้ว่าคนที่คุณกำลังคุยอยู่เป็น Migration agent จริงหรือไม่ คุณก็สามารถเอาเลข License ของคนนั้นไปตรวจเช็คบนเว็บไซต์ของ Immigration ได้ เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้คำตอบว่าเขาเป็น Migration agent จริงหรือเปล่า และตอนนี้ยังเป็นอยู่หรือไม่

ส่วน Educaion agent คือคนที่ทำหน้าที่ดูแลติดต่อดำเนินเอกสารทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษา เช่น จะไปเรียนต่อโรงเรียนไหนดีที่ออสเตรเลีย หรือโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษไหนมีโปรโมชั่นน่าสนใจ ไม่ได้ลงรายละเอียดในด้านความรู้เรื่องกฎหมายการย้ายถิ่นฐาน เพราะฉะนั้น เลือกใช้บริการให้ถูกกับจุดประสงค์ของเรานะคะ ว่าควรจะต้องใช้ Education agent หรือ Migration agent

จากนั้นคุณจอห์นก็เล่าเรื่องสมัยที่ไปเรียนที่ออสเตรเลียใหม่ๆ (ซึ่งนานมากแล้ว) ว่าทำไมถึงเลือกไปเรียนที่ออสเตรเลีย ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าสมัยก่อน การค้นหาข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในปัจจุบัน ที่สามารถหาข้อมูลได้เพียงแค่คลิ๊กที่ปลายนิ้ว คุณจอห์นบอกว่าสมัยนั้นเมื่อเรียนจบระดับปริญญาแล้วไม่มี Temporary Graduate visa (subclass 485) เหมือนในยุคปัจจุบันนี้นะจ๊ะ ในความคิดเห็นของคุณจอห์นจึงรู้สึกว่าสมัยก่อนขอ PR ยากกว่าตอนนี้

การที่ออสเตรเลียตัดสินใจเปิดประเทศให้กับนักศึกษาต่างชาติเข้าไปเรียน ไม่ว่าจะเรียนภาษา เรียนระดับป.ตรี ป.โท หรือป.เอก เกี่ยวเนื่องกับของการหาเงินเข้าประเทศ ซึ่งตรงนี้คุณจอห์นพูดได้ตรงกับที่เราคิดไว้เลย เรื่องของเรื่องคือ ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ออสเตรเลียปิดประเทศมาเกือบ 2 ปี ประเทศขาดรายได้ไปมหาศาล เพราะรายได้หลักๆก็มาจากนักเรียนต่างชาติอย่างพวกเราเนี่ยแหล่ะ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นที่นักเรียนนิยมไปเรียนกันอย่างอังกฤษ อเมริกา หรือแคนาดา ไม่ได้ปิดประเทศ ออสเตรเลียจึงเสียคะแนนนิยมไปให้กับประเทศพวกนี้ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากนักเรียนต่างชาติพากันไปเรียนที่ประเทศพวกนี้แทน เขาไม่รอออสเตรเลียกันแล้วจ้า การเปิดประเทศเพื่อรับนักศึกษากลับเข้ามาเรียน จึงการหาราย(มหาศาล)เข้าประเทศอีกครั้ง

หัวเมืองใหญ่ๆ เมืองยอดฮิตอย่างซิดนีย์ บริสเบน เมลเบิร์น เป็นเป้าหมายหลักของนักเรียนไทย (ทั้งไปเรียนและไปทำงาน) และชาวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งชาวออสซี่เอง เพราะเต็มไปด้วยแหล่งความเจริญทั้งหลาย มีงานหลากหลายให้ทำ บรรยากาศดี เมืองเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้คนทั่วโลก หลั่งไหลเข้ามาทาหากิน ทำให้มีประชากรหนาแน่น รัฐบาลของออสเตรเลียจึงพยายามออกกฎเกณฑ์เพื่อที่จะผลักดัน หรือดูดให้ผู้คนออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกตัวเมืองเหล่านี้กันบ้าง (ถ้าใครศึกษามาก่อนจะทราบดีว่า รัฐบาลได้ออก Temporary Graduate visa (subclass 485) เพิ่มให้อีก 2 ปีหากคุณเรียนอยู่ในเมืองรอบนอก และยังมีอีกนโยบายหนึ่งคือวีซ่า subclass 491 ที่ออกมาเพื่อนโยบายการผลักดันประชากรให้ไปฟื้นฟูเมืองรอบนอกโดยเฉพาะ)

วีซ่านักเรียน

นอกจากวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียนก็เป็นมาตราฐานสำหรับคนที่ต้องการจะมาเรียนที่ออสเตรเลีย คุณจอห์นจึงเกริ่นในเรื่องของการเขียน GTE ซึ่งย่อมาจาก Genuine temporary entrance ถ้าแปลตรงตัวมันก็คือ ‘การแสดงเจตจำนงว่าเราจะไปประเทศออสเตรเลียเพื่อการชั่วคราว’ เพราะฉะนั้นไม่ว่าในใจของคุณจริงๆอยากจะไปประเทศออสเตรเลียเพื่อไปทำงานเก็บเงิน หรือตั้งใจจะไปหาลู่ทางอยู่ต่อเพื่อเป็นพลเมืองของเขาก็โปรดจงเก็บไว้ในใจเถิด ไม่ต้องเขียนลงไปในเอกสารตัวนี้

สถาบันการศึกษาในประเทศออสเตรเลียที่เป็นระดับ Higher Education สำหรับคนที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อระดับป.ตรี ป.โท หรือป.เอก เป็นของรัฐบาลทั้งหมดยกเว้น Bond university จากคำบอกเล่าของคุณจอห์น (แต่จริงๆเราว่าตอนนี้มีมากกว่า Bond university แล้วนะ มีมหาวิทยาลัยเอกชนใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น Torrens university)


มีการอธิบายเรื่องของเลเวลของประเทศไทย ซึ่ง ณ ปัจจุบันเราอยู่ในเลเวลที่ 2  เอกสารอะไรบ้างที่เราควรจะต้องยื่น (เรื่องลำดับเลเวลของประเทศและเลเวลของสถาบันการศึกษาสามารถหาเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองค่ะ)

ที่สำคัญที่คุณจอห์นย้ำก็คือ ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะอายุเท่าไหร่ อายุไม่มีผลกับวีซ่านักเรียน เพราะการศึกษาไม่เคยปิดกั้นใคร (ความคิดเห็นส่วนตัวของเราๆเห็นด้วยกับคุณจอห์นอย่างยิ่ง แต่เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณจะต้องหาความสมเหตุสมผลในการอธิบายกับทาง Immigration ว่าทำไมอายุ 35 หรือ 40 แล้วอยากจะออกจากงานไปเรียนหนังสือ หรืออยู่ดีๆอยากไปเรียนภาษาอังกฤษตอนนี้ ทำไมไม่เรียนที่ประเทศไทยล่ะ ฯลฯ)

อีกหัวข้อหนึ่งที่เป็นที่น่าสนใจของเหล่าวัยรุ่นและวัยที่เกือบจะพ้นวัยรุ่น (ฮา) คือวีซ่า Work and holiday หรือเรียกสั้นๆว่า WAH

ส่วนใหญ่แล้วมักไปทำงานที่ฟาร์ม หรือจะทำงานคลีน อย่างเช่น งานทำความสะอาดตามโรงแรมหรือตามบ้าน แต่ส่วนใหญ่เลยก็มักทำงานกันที่ร้านอาหาร แต่คุณจอห์นพูดได้น่าคิดอย่างหนึ่งคือ การถือวีซ่าตัวนี้ไม่จำเป็นจะต้องทำงานฟาร์มหรืองานคลีนเท่านั้น หากคุณมีความสามารถ และที่สำคัญคือมีความมั่นใจว่าฉันทำได้คุณสามารถสมัครงานที่เป็นงานพวกออฟฟิศ หรือจะรับงานเป็นฟรีแลนซ์โดยใช้ประสบการณ์การทำงานส่วนตัวมาก่อนก็ย่อมได้ ขอเพียงแค่ความรู้ ความมั่นใจรับรองว่าทำได้แน่นอน

แต่เรื่องของเรื่องคือวีซ่าตัวนี้ คุณจะต้องเปลี่ยนนายจ้างทุก 6 เดือน เนื่องจากว่าทางรัฐบาลออสเตรเลียต้องการลดช่องว่างที่นายจ้างจะสามารถจ่ายค่าแรงราคาถูกให้กับคนที่ถือวีซ่าตัวนี้ หากนายจ้างชินกับการจ่ายค่าแรงถูกๆ เขาก็จะไม่จ้างคนออสเตรเลียที่ค่าแรงแพงกว่า ทำให้คนออสเตรเลียเกิดการว่างงาน พอเกิดการว่างานแล้วคนเหล่านี้ก็จะมารอกินเงินรัฐบาล ผลเสียจะเกิดการกระทบกันเป็นทอดๆ

ที่น่ารักคือ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรเอาคำถามลูกศิษย์มาว่า ‘อาจารย์ครับถ้าผมไปทำงานที่ออสเตรเลียผมสามารถเก็บเงินได้เป็นแสน (บาท)หรือไม่’ เท่านั้นแหละค่ะ คุณจอห์นก็หยิบโทรศัพท์มาลองคำนวณดูเลยและ…จริงค่ะรายได้ถึงแสนจริง แต่คุณจอห์นเน้นย้ำว่าเราจะต้องจ่ายภาษีก่อนนะ เพราะที่ออสเตรเลียรายรับของคุณคือหลังจากหักภาษีแล้ว และอย่าลืมว่า 100,000 บาทนี้คือรายรับอย่างเดียวยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง อย่าลืมคิดตรงจุดนี้ให้ดีๆค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *