รีวิวปลายปี 2025

ถึงแม้ว่าจะได้รับการตอบรับเข้าเป็นป. เอกตั้งแต่ปลายธันวาคมปีที่แล้ว กว่าจะได้เริ่มจริงๆ กว่าจะได้ประชุมครั้งแรกก็ประมาณเดือนพฤษภาคมปีนี้ แต่ถ้าถามเรื่องการเข้าแลปเพื่อทำการทดลอง เริ่มลงมือทำงานจริงๆจังๆก็เป็นช่วงตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา มีการ run trial  ของ Filament winding ในสเกลแบบ pre-production ซึ่งทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่าการผลิตด้วยวิธีนี้มันทำงานอย่างไร มีอะไรที่ต้องระวังหรือมีผลต่อตัวงานบ้าง แล้วมันทำให้เราได้ฝึกทักษะในเรื่องของการเตรียมงาน ดีลงานกับคนอื่นและการเสนอผลงานกับคนชาติต่างๆและกับคนออสซี่เอง เราว่างานนี้มันได้ฝึกการเป็น all rounder ได้ดีมากเลยนะ มันทำให้เราเห็นว่าการทำงานในระดับ skilled level ที่ออสเตรเลียต่างกับที่เราทำบริษัทญี่ปุ่นยังไง 

ถึงแม้จะรู้จักการถ่ายรูปมาตั้งแต่สมัยที่เราใช้กล้องฟิล์ม ตู้สติ๊กเกอร์ จนเปลี่ยนผ่านมาเป็นกล้อง ดิจิตอลแบบคอมแพค (ถ้าหากยังจำกันได้) แต่เราก็ไม่ได้เป็นคนที่มีฝีมือในการถ่ายรูปอะไรเลย ส่วนตัวสนแค่ภาพไม่เบลอ โฟกัสหน้าคนที่ถูกถ่าย ตาไม่แดง ส่วนหัวไม่หลุดเฟรม เอาจริงๆแค่นี้เราก็พอใจแล้ว ให้มาถ่ายภาพตัวต้องดูยาวขายาว แสงต้องทำให้ผิวสว่าง หรือถ่ายแบบคุมโทนอะไรแบบนี้เราทำไม่ค่อยเป็นหรอก แต่ด้วยความที่ว่าทางศูนย์วิจัยเขามีประกวดการถ่ายรูปโดยแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ เราก็เลยอยากลองดู เพราะเดาว่าคู่แข่งน่าจะน้อยและหลายๆคนก็ไม่ได้จริงจังกับการลงแข่งในครั้งนี้ ฉะนั้นโอกาสในการชนะของเราต้องสูงแน่ๆ และเราก็ได้รางวัล เย้! 🙂 มีประกาศนียบัตรอีกทั้งได้เงินรางวัล 300 เหรียญออสเตรเลียนี่ ภูมิใจที่ได้เงินเนี่ยแหล่ะ ภูมิใจในตัวเองที่ไปขอยืมกล้องเขาเรียนรู้การจัดองค์ประกอบภาพไม่กี่วัน และไหนจะแบกกล้อง DSLR ไปในถ่ายระหว่าง trial อีก ภาพถ่ายของเราอยู่ด้านล่างนี้ค่ะ เพื่อนๆคิดว่ายังไงกันบ้าง

รูปที่ส่งประกวด

เครื่องหมายตกใจอีกแล้วสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้กับการเป็นผู้ช่วยสอนอาจารย์ อันนี้บอกจากใจเลยว่าไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำหน้าที่นี้เลยในชีวิต ให้ช่วยตรวจการบ้านนักเรียนยังพอไหว เพนสะใจเราไม่ได้หวังจะก้าวขาเข้ามาในสาย academic เลยแม้แต่น้อย เราไม่เคยไปของงานกับอาจารย์ แต่โอกาสนี้โดนจับยัดใส่มือมา ถึงแม้ว่าป.ตรีเราจะจบสายนี้มาโดยตรง แต่ตอนแรกเราอึดอัดนะเพราะไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า ย้อนกลับไปสมัยป.ตรีนี่เราคือเด็กหลังห้องชัดๆ อ่านหนังสือแค่ 2-3 อาทิตย์ก่อนสอบแค่นั้น เกรดก็ไม่ได้ออกมาสวยดีงามอะไรมากมาย ตอนที่โดนเสนอโอกาสนี้มา ทาง Senior lecturer ทวงคำตอบเราอยู่ 2 ครั้ง เพราะตอนนั้นเราไม่มั่นใจ ลึกๆแล้วคงกลัวที่จะต้องสอนนักเรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย แล้วก็เรียนจบมาตั้งนาน เลยคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว เลยมานั่งคิดเงียบๆคนเดียวอยู่ประมาณ 2 อาิตย์แล้วก็พูดคุยกับที่บ้าน ก็เลยเอาวะลองดูสักตั้ง! อย่างแย่ที่สุดคืออาจารย์เขาแค่ไม่จ้างต่อแค่นั้นเอง 55

สรุปแล้วเทอม 3 ที่ผ่านมาทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี ยกเว้นเรื่องนึงคือมีเด็กฝรั่ง complain  ว่าให้ Feedback ไม่มากพอตอนตรวจงาน หลังจากได้รับเรื่องตรงนี้ก็เข้าไปคุยกับอาจารย์นะเพราะว่าถ้าหากเราทำผิดพลาดไป เราก็อยากปรับปรุง อยากทำให้ดีกว่านี้ อาจารย์บอกว่าไม่ใช่ความผิดเราหรอก จริงๆแล้วอาจจะเป็นตัวผมเองด้วย และอีกอย่างตัวนักเรียนก็ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการเรียนสักเท่าไหร่ ซึ่งจากเหตุการณ์ตรงนี้เราเอามาพัฒนาตัวเองคือต้องตรวจให้เร็จและละเอียด … ฟังดูย้อนแย้งนะ

อาจจะมีคนรู้มาอยู่แล้วว่านอกจากเราเรียนป.โทและป. เอกที่ University of Southern Queensland เรายังเป็น  International Student Ambassador ของมหาลัยฯเพื่อโปรโมทมหาลัยฯและสร้าง Connection กับนักเรียนที่จะมาเรียนที่มหาลัยฯของเรา แต่ช่วงนั้นก็นึกครึ้มอะไรก็ไม่รู้ คิดอยากจะลองงานเพิ่มอีกสักอย่าง ก็เลยเดินไปสมัครที่ซุ้มของ Study Toowoomba ที่เขามาตั้งรับสมัครพอดี โดยงานนี้จะไม่ใช่แค่เป็นตัวแทนของมหาลัยฯแล้ วแต่จะเป็นตัวแทนเพื่อโปรโมทเมือง Toowoomba เลย และเราก็ได้ตำแหน่งนี้มา เหตุผลหลักเลยคือเพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เขาจะขยายตลาดในด้านการศึกษาพอดี ถึงงานนี้ไม่มีค่าตอบแทนเหมือนกันกับงานที่มหาลัยฯ แต่เราอยากลองทำอะไรที่มันใหญ่กว่า ‘รั้วในมหาลัยฯ’ ถึงแม้จะเป็นงานอาสาสมัครแต่มันก็ทำให้เรารู้จักเมืองนี้มากขึ้น รู้จักคนมากขึ้นและมี connection มากขึ้น

คืออันนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของปีนี้เลยนะ! หากยังจำได้ในรีวิวปลายปี 2022 เราได้มาเหยียบแผ่นดินออสเตรเลียในวันที่ 1 กรกฎาคม 2022  เพื่อมาเรียนป.โทที่นี่ ถึงแม้ว่าจะมีช่วงปิดเทอมแต่เราก็ไม่เคยกลับบ้าน เนื่องจากในช่วงแรกๆเราพยายามปรับตัวเข้ากับการเรียนที่นี่ พอผ่านเทอมแรกมาได้ เทอมต่อมาก็พยายามประคองการเรียนเพื่อให้อยู่ตัว ปีต่อมาเราก็ได้งานที่ได้เงินค่อนข้างดี ระหว่างนั้นพ่อกับแม่ก็มาเยี่ยมเราในปี 2023 และ 2025  ก็เลยไม่ได้กลับเมืองไทยเพราะมีคนมาเยี่ยมแล้ว ทำให้หายคิดถึงเมืองไทยไปบ้าง แต่เอาจริงๆมันก็ไม่เหมือนกับการกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองหรอกค่ะ พอรู้ว่าป.เอกลาได้ฟรี 20 วัน มีหรอคนอย่างฉันจะรอช้า 😀 ไหนๆก็วันลาไม่สามารถทบไปอีกปีได้ ก็ลามันซะเลย ณ วันที่จองตั๋วมันมีตั๋วบินตรงของ Jetstar จากบริสเบนมันไปกรุงเทพฯ จองไปกลับแค่พันเหรียญนิดๆช่วงเดือนธันวาฯ พอถึงประเทศไทยปุ๊บ พ่อกับแม่ก็มาสวมกอดและหอมแก้ม ก็เป็นลูกคนเดียวนี่เนาะ ในทริปนั้นก็มีไปกระบี่ ไปเยี่ยมญาติฝั่งแม่ ฝั่งพ่อบ้าง ไปเยี่ยมเพื่อนและพี่ๆที่เคยทำงานมาด้วยกัน ได้กินอาหารอร่อยๆที่ไม่สามารถหาได้ในออสเตรเลีย ให้เอาพ่อครัวคนไทยในออสเตรเลียที่เก่งที่สุด มาทำอาหารให้กินยังไม่อร่อยเท่าอาหารข้างทางของเมืองไทย อิอิ 


ปีนี้มีอะไรมากมายที่เกิดขึ้นหลายอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องทิศทางของชีวิต ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเราจะเข้าใกล้สายอาชีพในสาย Acedemic มาถึงขนาดนี้ เราถือว่าได้โอกาสอะไรมา เราไม่เคยทิ้ง ทุกๆอย่างเราพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะเราไม่อยากมองกลับไปแล้วรู้สึกเสียดาย การส่งท้ายปี 2025 เพื่อเข้าสู่ปี 2026 เราก็เป็นคนเดิมนั่นแหละค่ะ คนเดิมที่พยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *